บทความ > 0075 -
แนวทางการช่วยเด็กๆเรียนได้อย่างมีความสุข |
มีคำถามที่ได้รับอยู่เสมอๆเวลาที่ได้พูดคุยหรือไปพบผู้ปกครองในโรงเรียน ทุกระดับชั้น ไม่เว้นแม้เด็กพิเศษหรือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เลยรวบรวมมาบางส่วน เพื่อเป็นแนวทางการหาคำตอบ และการช่วยเหลื่อเด็กๆ ให้เรียนได้ดีและมีความสุข รวมทั้งช่วยให้เด็กค้นหา ค้นพบ ศักยภาพ ความสามารถของตนเอง และมีการส่งเสริมให้ใช้ศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ เพื่อคุณภาพที่ดี 1. ทำอย่างไรให้ลูกกล้าแสดงออก ตอบ เด็กที่กล้าแสดงออกคือเด็กที่มีอิสระทางความคิด อยากจะแสดงออก ซึ่งความกล้าแสดงออกของเด็กนั้นไม่ได้มีในทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาได้โดยพ่อแม่และผู้ใกล้ชิดของเด็ก จากการแสดงตัวอย่างให้ดูเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเลียนแบบได้ในที่สุด ทั้งการสื่อสารถึงความคิด,ความรู้สึก,ความต้องการอย่างตรงไปตรงมา, ท่าทางที่มั่นใจปราศจากคามกลัว โดยที่การกระทำดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น การที่เด็กมีความกล้าแสดงออกจะช่วยให้เขารู้วิธีในการแสดงออกและเข้าใจสิทธิของตน โดยไม่ต้องพยายามปิดกั้นความรู้สึกนั้น หากเด็กมีความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าของตัวเองมากเท่าไหร่เขาก็จะถ่ายโยงสิ่งเหล่านี้ให้คนรอบข้างและมีความเคารพผู้ใหญ่มากขึ้น หากคุณได้ลองให้เวลาแก่ลูก ช่วยเขาในการปรับตัว ดังที่แนะนำมาแล้ว และความขี้อายนี้มีผลกระทบในเชิงลบ ต่อการเข้าสังคม หรือการเรียน การเล่นกับเพื่อนๆ ก็ควรพิจารณานำเรื่องลูกเป็นเด็กขี้อายนี้ ไปปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือเด็กต่อไป ซึ่งการทำ Counseling จะสามารถทำให้ คุณพ่อคุณแม่ และ เด็กปรับตัวได้ดีขึ้น 2. ตอนเล็กๆน้องเรียนดี แต่พอโตมาผลการเรียนแย่ลง ตอบ ปัญหาการเรียนเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่มักให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเห็นว่าหากลูกมีผลการเรียนที่ดีย่อมหมายถึงอนาคตอันสดใส คุณพ่อคุณแม่ก็ภูมิใจ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเราก็ต้องย้อนกลับมามองถึงสาเหตุที่ส่งผลต่อการเรียนซึ่งก็มีหลายด้านด้วยกัน ทั้งจากตัวเด็กเอง อาทิเช่นมีปัญหาจากด้านจิตใจ เช่น ซึมเศร้า เครียด และปัญหาจากสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่เรียนไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ครอบครัวขาดการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน หรือปัญหาทางกายภาพ เช่น มีเจ็บป่วยเรื้อรัง, มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) เป็นต้น การช่วยเหลือเด็กอาจทำได้โดย การเอาใจใส่ พูดคุยหาสาเหตุร่วมกัน หรือขอคำปรึกษา แนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ หากคุณพ่อคุณแม่ให้ความใส่ใจ คอยสังเกต และพูดคุยกับลูก จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดเช่นกัน 3. ทำอย่างไรให้เด็กมีสมาธิในการเรียนดีขึ้น ตอบ สมาธิคือความสามารถในการจดจ่อต่อสิ่งเร้าอย่างต่อเนื่อง หากมีปัญหาเรื่องสมาธิจะทำให้มีปัญหาในการเรียน, อารมณ์ และพฤติกรรมตามมาได้ โดยปกติแล้วสิ่งที่มีผลต่อสมาธิมีหลายอย่างด้วยกัน อาทิสิ่งแวดล้อม (แสง,สี,เสียง และอุณหภูมิ) การเลี้ยงดู (ขาดการเอาใจใส่, การเลี้ยงดูเข้มงวด หรือตามใจมากเกินไป ฯลฯ) สภาพจิตใจของเด็ก (ขาดแรงจูงใจ,ซึมเศร้า, เครียด, ขาดความมั่นใจ ฯลฯ) หรือจากความเจ็บป่วยของเด็ก (สมาธิสั้น, ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ฯลฯ) เป็นต้น การรู้ถึงสาเหตุของปัญหาสมาธิจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น โดยเทคนิคการสร้างเสริมสมาธิสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การให้ความใส่ใจแก่บุตรหลาน มีสื่อประกอบการสอนที่น่าสนใจ การให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน มีบรรยากาศการสอนที่สนุกสนาน รวมไปถึงการช่วยจำกัดสิ่งแวดล้อมในที่เรียนจะช่วยให้เด็กมีสมาธิที่ดีขึ้นได้ อาทิ จัดที่นั่งหน้าชั้น, ลดสิ่งเร้าที่กระตุ้นความสนใจ เช่นของประดับไม่ให้มีมาก เป็นต้น เหล่านี้จะช่วยให้เกิดแรงจูงใจที่ดีในการเรียน มีสมาธิมากขึ้นได้ ในส่วนกรณีที่ปัญหาขาดสมาธิเกิดจากความเจ็บป่วย เช่น โรคซนสมาธิสั้น (ADHD) การเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบางกรณีอาจต้องใช้ยาบรรเทาอาการชั่วคราว 4. เด็กเรียนรู้ช้าช่วยได้อย่างไร ตอบ เด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน การเรียนรู้ก็เช่นกัน เด็กที่เรียนรู้ช้าหลายคนมักทนทุกข์ต่อความรู้สึกว่าไม่สามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อถูกตีตราว่าพวกเขาทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เด็กเหล่านี้จึงมักไม่พยายามที่จะเรียนรู้ รู้สึกตัวเองด้อยค่า คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยเหลือลูกๆจากความรู้สึกเหล่านั้นโดยการเสริมความมั่นใจแกเขา ทำความเข้าใจถึงศักยภาพของเขา เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและให้ความใส่ใจ รับฟังและพูดคุยกับเด็กเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากเรียน จัดสื่อการเรียนที่ช่วยเสริมการเรียน มอบหมายที่เอื้อต่อความสำเร็จ อาจต้องผสมกิจกรรมง่ายๆกับกิจกรรมยากๆ ค่อยๆไต่ระดับความยากของงานเพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่และคุณครูสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กเรียนรู้ช้าโดยการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหรือนักจิตวิทยา ซึ่งสามารถให้คำแนะนำ และความรู้ในการช่วยเหลือให้ดียิ่งขึ้น หรือการจัดให้มีแผนการเรียนการสอน(IEP)/ครูการศึกษาพิเศษก็จะช่วยเหลือเด็กเรียนรู้ช้าได้มากทีเดียว 5. เด็กใช้ความรุนแรง ทะเลาะกับเพื่อน จะแก้ไขได้อย่างไร ตอบ การที่เด็กใช้ความรุนแรง ทะเลาะกับเพื่อนนั้นอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตได้ การแก้ไขจึงควรทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหาเสียก่อน ซึ่งอาจเกิดจากตัวเด็กเองที่ขาดทักษะการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าแสดงออก ขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว ขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ หรือเกิดจากปมด้อยเรื่องเรียน เรื่องครอบครัว ในหลายกรณี ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการลอกเลียนแบบ ทั้งจากครอบครัว คนใกล้ชิด หรือจากสื่อต่างๆ เช่น ทีวี เกมส์ อินเตอร์เน็ท เป็นต้น การแก้ปัญหาที่ดีควรเริ่มจากบุคคลใกล้ชิด ควรให้ความเอาใจใส่บุตรหลานของท่าน เป็นแบบอย่างที่ดี หากพบว่าปัญหาของเด็กเกิดจากปัญหาการเรียน ควรทำความเข้าใจถึงศักยภาพรวมไปถึงลักษณะการเรียนรู้ของเด็กเพื่อจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน ในส่วนปัญหาที่เกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซน-สมาธิสั้น ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวางแผนให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำในการดูแลเด็กกลุ่มดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมต่อไป 6. มีวิธีช่วยให้เด็กเรียนเก่งๆหรือไม่ ตอบ พ่อแม่หลายท่านมีความคาดหวังให้บุตรหลานของตน”เรียนเก่ง” โดยเอาคะแนนสอบเป็นตัววัดความประสบความสำเร็จในชีวิต การสร้างเสริมให้เด็กเรียนเก่งนั้นเริ่มได้จากการสร้างแรงจูงใจ ให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิดเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในการผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จากการทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับบุตรหลานของท่านก่อน เพราะเด็กแต่ละคนมีการเรียนรู้และศักยภาพแตกต่างกัน ส่วนหนึ่งได้รับจากพันธุกรรม ส่วนที่เหลือได้รับจากสภาพแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดู และจากประสบการณ์ของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งความคาดหวังให้เหมาะสมกับความสามารถของเขา การช่วยกันค้นหาความสามารถหรือความถนัดของเด็ก พร้อมกับการส่งเสริมสนับสนุนความสามารถนั้นให้โดดเด่น ประกอบกับการสร้างสภาพครอบครัวให้อบอุ่นมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะทำให้บุตรหลานของท่าน “เก่งและมีความสุข” ได้ ในส่วนของโรงเรียนก็ต้องมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็กให้มากที่สุด
"เด็กทุกคน เกิดมามีศักยภาพในการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การเรียนรู้และศักยภาพภายในที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเรื่อง และเด็ก 1 ในหมื่นคน ของแต่ละสาขาต้องเป็นอัจฉริยบุคคลได้ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องสอนจากสิ่งที่เขาเก่ง ค้นพบจุดเด่นว่าเด็กเก่งจริง ส่วนโรงเรียนต้องมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กให้สอดคล้องกับ ศักยภาพของเขาให้มากที่สุด" |
|
| ผู้โพส : ยงยศ | 22 May 2010 11:19:50 |