บทความ > 0076 -
เล่นบำบัดเด็กออทิสติก (Play Therapy) |
ดร.กุลยา ก่อสุวรรณ กล่าวว่า การเล่นมีส่วนใน การพัฒนาด้านทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกได้ โดยปกติเด็ก ออทิสติกจะมีความบกพร่อง 3 ประการคือ 1.ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 2.การสื่อความหมาย 3.พฤติกรรมที่มีลักษณะทำซ้ำๆ บางคนชอบ เอามือป้ายจมูกก็จะใช้มือป้ายจมูกตลอดเวลา การกระโดด สะบัดมือ หรือการเขย่งเท้า ไม่ชอบการยืดหยุ่น และไม่มีจินตนาการ ส่งผลให้เด็กออทิสติกแยกตัว ไม่ริเริ่มที่จะเข้า หาคนอื่นหรือเพื่อนใหม่ๆ ไม่ชอบเข้าสังคม มีปัญหาด้านการมองหน้าสบตา สำหรับเด็กที่มีปัญหาออทิสติกไม่มากนักอาจพยายามที่จะไปเล่นกับเพื่อน แต่เล่นกับเพื่อนไม่เป็น เช่น เล่นกับ เพื่อนแรงๆ กระชากเพื่อนหรือผลักเพื่อนที่เล่นอยู่ด้วยเพราะอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนแต่ไม่รู้และไม่เข้าใจว่าต้อง ทำอย่างไร บางคนพูดไม่ได้ ขณะที่บางคนก็พูดได้เพียงคำสั้นๆ เช่น ถ้าถามว่าไปไหนมา เด็กออทิสติกบางคนก็จะ พูดทวนคำว่าไปไหนมา เป็นการพูดตามแบบนกแก้วนกขุนทอง เป็นการ เลียนแบบ นอกจากนี้จะพบว่าเด็กไม่ยอมยืดหยุ่น ต้องกินอาหารร้านเดิม ใช้เส้นทาง เดิมๆ ถ้าไม่พัฒนาเด็กจะโวยวาย บางคนจะกรี๊ดอาละวาด ในพฤติกรรมที่มี ปัญหาพบว่าเด็กสื่อสารไม่ได้ เด็กบอกความต้องการหรือความรู้สึกไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการสื่อออกมาคือการแสดงพฤติกรรม ซึ่งพฤติกรรม อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ แต่เด็กจะรับรู้ว่าเมื่อใดที่เขาแสดง พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป ก็จะมีคนมาถามความต้องการ เด็กรับรู้ ว่าในที่สุดเขาจะได้รับในสิ่งที่เขาต้องการ "เพื่อน" ถือเป็นอุปกรณ์การเล่นที่ดีที่สุดสำหรับเด็กออทิสติก เด็กจะมีสื่อ สัมพันธ์ พูดคุยโต้ตอบกัน เด็กออทิสติกบางคนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยาก พูด สนใจและไม่ยอมฟังคนอื่น แต่การเล่นทำให้เกิดการผลัดเปลี่ยน บทบาทกันและกัน การเล่นจึงมีความสำคัญมากในการช่วยพัฒนาเด็กออทิ สติก ดร.กุลยากล่าวอีกว่า การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กออทิสติกนั้นขึ้นอยู่ กับวัย ศักยภาพในตัวเขาเอง ความสามารถ ตามสถิติเด็กออทิสติกพบว่า ประมาณร้อยละ 20 เป็นเด็กที่มีไอคิวปกติหรือบางคนฉลาด แต่ยังมีเด็ก ออทิสติกประมาณร้อยละ 80 ที่มีพัฒนาการล่าช้า บางคนยังมีความบกพร่องทางสติปัญญา ส่วนข้อมูลสาเหตุของ การเป็นออทิสติกนั้นแวดวงวิชาการยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่ามีสาเหตุจากอะไร อาจจะมาจากความเครียดของแม่ อย่างไรก็ตามอยากแนะนำให้พ่อแม่สังเกตลูกว่าเด็กเลี้ยงง่ายผิดปกติหรือไม่ ในเด็กบางคนไม่ร้องไห้ งอแง แม้แต่ เวลาหิวหรือผ้าอ้อมเปียกก็ไม่ร้องกวน ทั้งนี้การมองหน้าสบตาซึ่งเด็กต้องมีการสบตากับพ่อแม่แต่เด็กไม่ยอมสบตา และไม่ยอมสื่อสาร ถ้าพ่อแม่สังเกตจะพบว่าผิดสังเกต ในวัยเตาะแตะเด็กควรจะพูดได้เป็นคำๆ เด็กก็ไม่ยอมพูด หรือบางคนพูดได้เป็นคำๆ จากนั้นก็ไม่ยอมพูดอีก จะพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองบางคนพาลูกไปพบแพทย์หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้วยสาเหตุที่ลูกพูดช้า ในวัย 2-3 ขวบไปแล้วยังพูดไม่ได้หรือไม่ยอมพูด ซึ่งในความเป็นจริง 5-7 เดือน ก็สังเกตได้แล้วว่าลูกมีอาการผิดปกติหรือไม่ ในเด็กบางคนจะเลี้ยงยากมาก เช่นร้องกวน ไม่ยอมนอน ดังนั้นถ้าเรา พบความผิดปกติของลูกจะทำให้แก้ไขและช่วยเหลือเด็กได้ทันเวลา
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันอังคารที่ 22 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2550
|
|
| ผู้โพส : ยงยศ | 19 Jun 2010 16:36:09 |