บทความ > 0077 -
นวดเพื่อบำบัดเด็กพิเศษ |
·
"การนวด" ถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งกล้ามเนื้อ และสภาพจิตใจ โดยเฉพาะเด็กพิเศษ เช่น เด็กออทิสติกการนวดจะช่วยให้มีพฤติกรรมการนอน และทักษะการสื่อสารทางสังคมที่ดีขึ้น ไม่ต่างกับเด็กสมองพิการ และเด็กกลุ่มอาการดาวน์ที่การนวด จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อดีขึ้น จากประโยชน์การนวดข้างต้น ทำให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจัดโครงการออกกำลังกายบำบัดด้วยการนวดสำหรับเด็กพิเศษขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ทั้งเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา เด็กออทิสติก เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กพิการ ได้รับการดูแลทางด้านร่างกาย และจิตใจผ่านกิจกรรมการนวดอย่างถูกวิธีสามารถนำไปปฏิบัติกับลูกที่บ้านได้ "ดร.พัชร์ชศักดิ์ ธัญประจัญบาน" หัวหน้าโครงการออกกำลังกายเพื่อการบำบัด ในโครงการเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะในนิสิตเพื่อพัฒนาบัณฑิตในอุดมคติไทย ศูนย์บริการวิชาการแก่ชุมชนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เล่าว่า การนวดเป็นวิธีทางการแพทย์ช่วยสร้างให้ร่างกายมีสมรรถภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิต เป็นการเคลื่อนไหวข้อต่อ ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น เกิดการเคลื่อนไหว และทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้เป็นมุม และทำให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวหดตัวไปพร้อมกัน รวมไปถึงการนวดท้องจะช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเด็กดีขึ้น ด้าน "ผศ.ดร.รัตติยาจินเดหวา" หรือ ครูเล็กอาจารย์ประจำสาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒผู้มีประสบการณ์ทางกายภาพบำบัด 25 ปี รวมทั้งมีความรู้ด้านการนวดสัมผัสบอกว่า การนวด เป็นตัวช่วยที่จะกระตุ้นความตื่นตัวของกล้ามเนื้อบริเวณที่ต้องการได้ดี ขณะเดียวกันสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ต้องการคลายตัวได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การนวดสัมผัสจึงมีความหมาย ถ้าพ่อแม่ทำด้วยความอ่อนโยน นุ่มนวล และสม่ำเสมอ เด็กจะรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งการนวดบำบัดเริ่มได้ทุกส่วน ตั้งแต่แขน โดยใช้วิธีการลูบตั้งแต่ต้นแขนไปยังปลายแขน ลูบไปกลับ หรืออาจจะบีบคลึงและก็ปล่อย ซึ่งจะช่วยให้เด็กผ่อนคลายกล้ามเนื้อในส่วนที่เกร็งได้เป็นอย่างดี ส่วนขาจะทำในลักษณะเดียวกันกับแขน ส่วนต่อมา คือคอด้านหลังของลูก จะใช้วิธีลูบจากต้นคอตรงบริเวณท้ายทอย ไปจนถึงแนวไหล่ โดยใช้ 2 มือ นวดสลับซ้ายขวาลงมาที่แนวกลางตัว นวดในลักษณะเลขแปด โดยเริ่มจากกลางหลังค่อยๆ นวดวนเป็นวงกลมขึ้นไปทางไหล่ซ้าย ผ่านต้นคอไปยังไหล่ขวา จากนั้นเฉียงลงมาที่เอวด้านซ้าย มาก้นด้านซ้าย แล้วผ่านแก้มก้นด้านซ้ายและขวา จากนั้นวนขึ้นมาบรรจบที่จุดเดิม คือจุดแนวกลางหลัง นอกจากนี้ยังมีการนวดท้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของเด็กพิเศษมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะคลึงตามแนวลำไส้ใหญ่จากขวาไปซ้าย หรือหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยเริ่มคลึงจากต้นขาข้างซ้าย คลึงเป็นวงกลมขึ้นไปจนถึงใต้กระดูกหน้าอก จากนั้นวนไปมุมขวาของท้อง และกลับมาที่ต้นขาข้างซ้ายใหม่ อย่างไรก็ดี การนวดท้องต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรใช้แรงกดมากเกินไป ด้านข้อควรระวังในการนวดกายภาพที่พ่อแม่ควรรู้ ครูเล็กแนะว่า ไม่ควรออกแรงกดมากเกินไป ที่สำคัญไม่ควรกดขยี้ เพราะว่ากล้ามเนื้อของเด็กพิเศษจะมีความตึงตัวที่ผิดปกติอยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ทำผิดจังหวะ อาจทำให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อถูกกระตุ้น และยับยั้งไม่ทัน ดังนั้นการออกแรงเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนทิศทางการนวด ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดบวมแต่ถ้าจะลดบวมต้องนวดจากส่วนปลายไปส่วนต้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี นอกจากนวดสัมผัสแล้ว การทำกายภาพในเด็กพิเศษ โดยเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องทางประสาทยนต์ (การเคลื่อนไหว) หรือเด็ก CP สามารถฝึกกระตุ้นตามพัฒนาการของเด็กได้ เช่น การทรงตัว ฝึกเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการปรับตัวเองของเด็กให้ง่ายขึ้น สามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิด "การจะทำกายภาพบำบัดในเด็กพิเศษที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กปกติด้วย รวมไปถึงต้องรู้องค์ประกอบการเคลื่อนไหวที่สำคัญ เช่น การทำงานในท่าเหยียดเพื่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งคอเด็กควรจะชันขึ้นได้ก่อน พอชันขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ลำตัวเริ่มชันตาม ขณะเดียวกัน แขนขาก็เริ่มที่จะทำงานได้จากนั้นจะเริ่มมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำหนัก และหมุนลำตัว และศีรษะในที่สุด" ครูเล็กอธิบาย สำหรับวิธีการจับเด็กพิเศษ เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องรู้หลักการจับอย่างถูกวิธีด้วย เช่น ท่าการอุ้ม พ่อหรือแม่ควรสอดมือเข้าใต้รักแร้ของเด็ก โดยจับเพื่อควบคุมไหล่ ให้แขนไปข้างหน้า ศีรษะอยู่ในแนวกึ่งกลาง และให้ลำตัวมีการหมุนเล็กน้อย จากนั้นจึงยกตัวลูกขึ้นโดยขาของเด็กงอที่สะโพก และเข่า ส่วนการอุ้มที่ผิด คือการอุ้มเด็กจากลำตัว หรือหิ้วจากมือแล้วยกขึ้นมา หรือการซ้อนศีรษะขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีท่าการอุ้มในท่านอนคว่ำ ทำได้โดย มือหนึ่งต้องสอดเข้าระหว่างขาเด็กไปวางควบคุมที่ท้อง อีกมือสอดใต้รักแร้เด็กมาโอบต้นแขน หรือใต้ศอกเด็กอีกข้างหนึ่ง จากนั้นคุมแขนเด็กให้ไปข้างหน้า เพื่อให้เด็กมีการควบคุมศีรษะได้ดีขึ้น นอกจากนี้เด็กมีลักษณะที่จะเหยียดมากเกินไป เช่น ศีรษะ หรือตัวจะเหยียดไปหมดแนะนำให้พ่อหรือแม่จับตัวเด็กให้งอ แต่ลักษณะการจับงอคือให้คอก้ม กับงอเข่า และงอสะโพก ทำให้ลำตัวทั้งลำตัวมีการงอลงซึ่งจะช่วยยับยั้งแรงตึงที่ผิดปกติในด้านเหยียดลงได้ ส่วนแขน พยายามจับให้แขนลูกมีลักษณะยื่นไปข้างหน้าเหยียดตรงไปตามแนวกลางลำตัว ไม่ควรปล่อยแขนให้ลูกกางในทิศทางใดก็ได้ เพราะจะทำให้แขนใช้การไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รับการกระตุ้น ขณะที่ขา ถ้าเด็กมีความผิดปกติด้านการเหยียด ควรจับขาให้งอ เพื่อให้สะโพก และเข่ามีการงอ ดังนั้นการเปลี่ยนผ้าอ้อมขณะที่ลูกนอน ไม่ควรให้ลูกเหยียดขาทั้งสองข้างขึ้น แต่ควรให้งอขาอย่างไรก็ดี ท่าที่อันตราย และไม่แนะให้เด็กทำ คือท่าที่เด็กนั่งแบะขาออกทั้งสองข้าง (แบะขาออกเหมือนท่าเป็ด) เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อตึงเกินไป "การกระตุ้นในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควรบอกลูกด้วยว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ตรงไหน และต้องการให้ลูกขยับตรงส่วนไหน เช่นตอนนี้อยู่ที่มือ เพราะจะทำให้ลูกเรียนรู้ส่วนต่างๆ ของร่างกายไปในตัวด้วย ลูกจะได้เคลื่อนไหวในส่วนนั้นได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการส่งความรู้สึกย้อนกลับที่ไปสมอง ที่สำคัญสายตาแม่ และเด็กควรประสานกันตลอด ทั้งนี้เพื่อสร้างความอบอุ่น และสานสายใยรักระหว่างพ่อแม่ลูก" คุณหมอฝาก สอดรับกับ "คุณแม่จินตนา สนธิรักษ์" อายุ45 ปี คุณแม่น้องมิ้นท์เด็กที่มีความบกพร่องทางประสาทยนต์ หรือเด็กCP เล่าว่า ตอนนี้น้องอายุ 10 ปี 10 เดือนเข้าใจ และมีพัฒนาที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเธอจะนวดให้ลูกเป็นประจำ เพราะสังเกตว่าลูกรู้สึกผ่อนคลาย และมีใบหน้ายิ้มแย้ม ร่าเริงทุกครั้งที่ได้รับการนวด รวมไปถึงกล้ามเนื้อที่ตึง และเกร็งจะเริ่มคลายตัว และเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น "ส่วนมากจะนวดแขน และขา ซึ่งแขนน้องจะบิด เมื่อได้บีบคลึง และนวด แขนลูกจะมีแรงมากขึ้น เปรียบเทียบจากเมื่อก่อนกล้ามเนื้อส่วนแขนจะอ่อนแรงมาก ดังนั้นจึงแนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ หันมานวดสัมผัสให้ลูก เพราะนอกจากกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนที่ตึง และเกร็งแล้ว ลูกจะได้รับความรัก และความอบอุ่นจากการสัมผัสของแม่อีกด้วย" คุณแม่จินตนาเผย การนวด ถือเป็นศาสตร์ตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับการผ่อนคลาย แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองต้องมีความรู้ และความเข้าใจด้านพัฒนาการของลูกด้วย เพราะกล้ามเนื้อของเด็กพิเศษจะมีความตึงตัวที่ผิดปกติอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าจับ หรือใช้การนวดที่ผิดวิธีอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อของเด็กได้
ที่มา..ศาสตร์การนวดช่วยพ่อแม่บำบัดเด็กพิเศษ สสส.
|
|
| ผู้โพส : ยงยศ | 19 Jun 2010 16:42:44 |