Paidi Institute
 บทความ >  0078 - LD..สมาธิสั้น



ขออนุญาตนำบทความที่เป็นประโยชน์ของ รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล มาเผยแพร่ให้ความรู้แก่ท่านที่สนใจ นำไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อไปครับ

ตอบปัญหาจากการบรรยาย เรื่อง "ทางเลือก ทางเล่น เมื่อลูกเป็นแอลดี...สมาธิสั้น"

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551

คำถาม : ในฐานะครู ถ้ามีนักเรียนที่คุณครูเห็นแล้วว่าน้องน่าจะเป็น LD หรือสมาธิสั้น แล้วพ่อแม่ไม่เข้าใจและคิดว่าน้องไม่ได้เป็น เราจะทำอย่างไร หรือพูดกับผู้ปกครองอย่างไร ให้เข้าใจว่าน้องเป็นเด็กพิเศษและให้ยอมรับว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ ( LD หรือสมาธิสั้น) และยินดีที่จะพาไปพบคุณหมอเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการเรียนรู้ให้มาขึ้น
ตอบ : วิธีสื่อสารกับผู้ปกครอง ว่าเด็กเป็นเด็กพิเศษ สำหรับครูควรจะทำในลักษณะของการเห็นปัญหาในห้องเรียน เช่น เด็กไม่สามารถอยู่นิ่ง มีสมาธิในการเรียน หรืออ่านเขียนคำนวณได้ ต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กฉลาดน่าจะทำได้ดีกว่านี้ และครูต้องการให้ความช่วยเหลือเด็ก เพื่อพัฒนาเด็กให้ได้ใช้ศักยภาพที่เด็กมีอยู่ได้อย่างเต็มที่ โดยครูต้องยอมรับว่าพ่อแม่มักปฎิเสธสิ่งที่เป็นข่าวร้ายสำหรับพ่อแม่โดยเฉพาะเรื่องผลการเรียน ในช่วงแรกของการได้รับทราบข้อมูล เมื่อผ่านไปสักระยะ (อาจจะ 1 – 2 สัปดาห์) คุณครูอาจพูดกับพ่อแม่อีกครั้งและแนะนำวิธีช่วยเหลือให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น เช่น พบจิตแพทย์เด็ก ซึ่งมีความชำนาญในด้านนี้ หากไม่เป็นอะไร ก็ไม่ต้องกังวลใจ หากพบว่ามีภาวะสมาธิสั้นหรือ LD
พญ.สุพร อภินันทเวช

คำถาม : ระบบในโรงเรียนเน้นการเรียน การเขียน การอ่าน การทำการบ้านส่งครู ซึ่งลูกเป็น LD จะมีความทุกข์ทรมานมากในการทำการบ้านส่งใช้เวลามาก ๆ และอาจารย์บอกว่าให้มีเวลาพักให้มีกิจกรรมอื่นบ้าง เราก็หมดเวลาใช้เวลามาก ๆ นอนดึกมาก ๆ จะทำอย่างไรคะ
ตอบ : ถ้าลูกคุณแม่เป็น LD ควรหาโรงเรียนที่ไม่เร่งเรียน (มีการบ้านเยอะ) มากนัก แต่เป็นโรงเรียนที่เน้นความพร้อมทางพัฒนาการหรือมีกิจกรรมผ่านการเรียนรู้ รวมทั้งควรได้รับการดูแลรักษาจากทีมจิตเวชเด็กและวัยรุ่นด้วยเพื่อช่วยพัฒนาเด็กไปด้วย ถ้าการบ้านไม่เยอะมากแต่เด็กใช้เวลาทำนานเกินไป คุณแม่ต้องหาสาเหตุ เช่น เด็กเบื่อหน่าย ไม่อยากทำมีปัญหาอารมณ์ หรือ สมาธิสั้น ร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อจะได้แก้ไขด้านเหตุเหล่านั้น และทำให้มีเวลาเหลือสำหรับการทำกิจกรรมอื่นต่อไป หากการบ้านบางชิ้นยังไม่ต้องส่งในวันรุ่งขึ้น ควรเก็บไว้ทำวัวต่อมา ไม่ควรให้เด็กเข้านอนดึกเกินไป เพราะจะเสียสุขภาพ สุดท้ายคุณแม่อาจต้องช่วยเหลือลูกบ้างในการทำการบ้าน ถ้าลองทุกวิธีแล้วไม่ได้ผลค่ะ
พญ.สุพร อภินันทเวช

คำถาม : ลูกสาวอายุ 8 ปี 11 เดือน เรียน Y 4 (ป.3) ไปทดสอบ (ภาษาไทย) มศว. ประสานมิตรบอกเป็น LD ด้านภาษา, ไปทดสอบโรงพยาบาลสมิติเวช (ทดสอบเป็นภาษาอังกฤษ) บอกไม่เป็น LD แต่มีสมาธิสั้น + Slow Leaner, ลูกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำโรงเรียน ทำยังไงต่อไปดีคะ
ตอบ : อยากแนะนำให้คุณแม่ได้กลับไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกครั้งและขอคำแนะนำจากแพทย์ว่าการมีภาวะสมาธิสั้น และเป็น Slow learner ส่วนที่ มศว.ประสานมิตร ถ้าเด็กเรียนอยู่ที่นี่ ก็ควรปรึกษาอาจารย์ประจำชั้นเพื่อร่วมดูแลต่อไป แต่หากเด็กไม่ได้เรียนอยู่ อาจขอผลการตรวจเพื่อไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กที่โรงพยาบาลสมิติเวช และวางแผนการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไปค่ะ
พญ.สุพร อภินันทเวช

คำถาม : จากสถิติเด็ก LD โตขึ้นจะมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง
คุณพ่อ คุณแม่ ควรส่งเสริมทางด้านใดเมื่อเด็กโตขึ้น
ตอบ : จากประสบการณ์โดยตรงของหมอ เด็ก LD ที่ได้รับการช่วยเหลือกระตุ้นพัฒนาการด้าน ต่าง ๆ จะมีความสามารถที่ดีขึ้น ในด้านการเรียนและทักษะสังคม และควรค้นหาจุดเด่น หรือความสามารถด้านใดด้านหนึ่งของเด็กให้พบ เพื่อจะได้ส่งเสริมความสามารถนั้น ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง แม้ว่าผลการเรียนจะไม่ดี แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้
พญ.สุพร อภินันทเวช

1. การใช้แปรง SI ที่ถูกต้องเพื่อสร้างสมาธิ
เนื่องจากการใช้แปรงเป็นเทคนิคที่ต้องได้รับการฝึกฝนจากผู้เชี่ยวชาญ การนำไปใช้ผู้ปกครองต้องให้นักกิจกรรมบำบัดที่ท่านรู้จักช่วยฝึกให้ เพราะหลังจากใช้แปรงปัดแล้วจะต้องตามด้วยการกดข้อต่อตามข้อต่างๆร่วมด้วย

2. การจับปากกาของเด็ก ถ้าหากจับผิดจากปกติ คือ นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับปากกาและใช้
นิ้วกลางประคองปากกาแล้ว จะสรุปได้เลยหรือไม่ว่าเด็กคนนั้นเป้นเด็กที่มีความ
ต้องการพิเศษแน่นอน
สรุปไม่ได้ อาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เพราะการที่จะบอกว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะต้องทำการประเมิน ซักประวัติพัฒนาการ และสังเกตพัฒนาการในด้านอื่นๆร่วมด้วย

3. น้องมีปัญหาด้านการอ่าน ไม่สามารถจับประเด็นได้ จึงทำให้การเล่าและเขียนถ่ายทอด
ออกมาฟังได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งยังเขียนผิดเยอะมาก ควรจะแก้ไขอย่างไรดี
ผู้ปกครองสามารถอ่านประกอบเพิ่มเติมในเอกสารประกอบการบรรยายเพื่อเป็นปนวทางได้คะ เนื่องจากปัญหาที่ท่านยกมามีความซับซ้อนและมีกระบวนการในการบำบัดรักษาเป็นขั้นตอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเพื่อไปสู่ทักษะทางด้านการเรียน ดังนั้นจึงต้องมีการประเมินอย่างละเอียดเฉพาะทางเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

4. การฝึก SI ฝึกได้ถึงอายุเท่าไร อายุเท่าใดถึงจะฝึกได้ผลดีที่สุด
SI
ฝึกได้ตลอดชีวิต เพียงแต่สื่อ/วิธีการฝึกจะแตกต่างตามอายุและศักยภาพของผู้มารับบริการแต่ละราย
การฝึก SI ได้ผลดีทุกช่วง แต่การกระตุ้นด้วยเทคนิค SI จะเห็นผลเร็วในช่วงแรกเกิด-6 ขวบ

5. ด้านปัญหา sensory integration อยากให้ OT ช่วยแนะนำการลดปัญหานี้ในแต่ละ
ระบบที่ทำได้ง่ายๆ และพ่อแม่สามารถทำได้เองที่บ้านโดยใช้อุปกรณ์ใกล้ๆตัว เช่น การ
เดินเท้าเปล่าบนหญ้า การนั่งชิงช้าในสวนสาธารณะ เป็นการช่วยลูกที่มีปัญหาด้าน SI
หรือไม่

หลักการเบื้องต้นในการใช้กรอบอ้างอิงระบบการผสมผสานการรับรู้ความรู้สึก คือ การจัด
สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม ที่กระตุ้นให้เด็กได้ริเริ่มลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง
ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบระบบการสัมผัส
1.
เล่นทราย/โคลน/ละเลงสีด้วยมือ/เท้า

2.
ปั้น/นวด แป้ง ดินเหนียว ดินน้ำมัน
3.
ทาโลชั่นตามแขน-ขา และตามด้วยการนวด
4.
เล่นเกมปิดตาคลำของ/คลำหาวัตถุในกระบะทราย กระบะถั่ว กระบะข้าว กระบะมักกะโรนี
5.
ใช้นิ้ววาดรูปในกระบะทราย/แป้ง/ผงข้าวโอ๊ต หรือใช้นิ้วจุ่มสีน้ำวาดรูป
6.
นอนกลิ้งบนหญ้า/ผ้าห่ม หรือนอนกลิ้งบนทางลาดเอียงลงหญ้า/ผ้าห่ม
7.
แกล้งทำท่าว่ายน้ำบนพรมขนาดเล็ก/ผ้าขนหนู
8.
เล่นนอนคลืบเหมือนหนอนบนผ้า/พื้นที่มีพื้นผิวต่างๆ
9.
ใช้ผ้าขนหนู ฟองน้ำ หรือวัตถุที่มีผิวแตกต่างกันถูตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น แขน
ขา หลัง

10.
นอนกลิ้งจับผ้าห่มห่อตัว แล้วกลิ้งคลายออก

11.
กอด หอม เด็ก
12.
ทำงานประดิษฐ์ต่างๆที่ต้องใช้กาวทา (ใช้นิ้วทา ไม่ใช่กาวหลอด)

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบการมองเห็น
1.
ใช้ไฟที่มีสีต่างๆและความสว่างแตกต่างกันมาใช้ หากต้องการลดพฤติกรรม ใช้ไฟสีอ่อน เช่น ไฟสีขาว สีฟ้า สีเขียว มีแสงสลัว และเป็นไฟนิ่ง และหากต้องการกระตุ้น เป็นไฟที่มีสีฉูดฉาด เช่น ไฟสีแดง สีส้ม สีเหลือง หรือไฟสีผสม มีแสงจ้า และเป็นไฟกระพริบ

2.
ปิดไฟมืด แล้วผู้ปกครองฉายไฟฉายไปที่กำแพง ให้เด็กใช้มือแตะกำแพงตามไฟที่ผู้ปกครองฉายไป หรือให้เด็กใช้ไฟฉายส่องตามไฟที่ผู้ปกครองฉาย
3.
ผู้ปกครองชูมือขึ้นมาและให้เด็กชูมือขึ้นมาเคลื่อนไหวตามในทิศทางต่างๆ โดยที่มือไม่แตะกัน (คล้ายเล่นเกมกระจกเงา)
4.
นั่งกลิ้งลูกบอล/ลูกเทนนิสใส่ถุงกระดาษ
5.
เอาขวดน้ำพลาสติกมาตัดออกในแนวเฉียง ให้เด็กถือเพื่อโยนรับ-ส่งลูกเทนนิส ร่วมกับผู้ปกครอง
6.
มองหาวัตถุที่ผู้ปกครองเอาไปซ่อนที่หญ้า หรือตามมุมต่างๆตามบ้าน เพื่อให้เด็กหาของตามคำสั่ง โดยที่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็กเล่นเป็นในลักษณะการหาสมบัติ โดยมีโพยเพื่อบอกตำแหน่งและทิศทางในการหาของให้กับเด็ก
7.
เอาดินน้ำมันมาปั้นเป็นรางให้เด็กเอาลูกแก้วมากลิ้งตามราง
8.
เอากระป๋องน้ำอัดลม/กระป๋องนม มาวางเรียงต่อเป็นตึก ให้เด็กใช้ลูกเทนนิสปาให้โดนกระป๋อง
9.
ผู้ปกครองใช้สายยางฉีดน้ำขึ้นไปในอากาศ และให้เด็กใช้ไฟฉายส่องไปที่ละอองน้ำ จะทำให้น้องเห็นเป็นรุ้ง
10.
ใช้หลอดดูดเป่าหนังยาง หรือใช้หลอดดูด ดูดกระดาษทิชชู่ที่ทำเป็นชิ้นขนาด 1 นิ้ว
11.
กรอกน้ำใส่ขวด
12.
เป่าลูกโป่ง แล้วปล่อยให้ลอยขึ้นในอากาศ

กิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบการได้ยิน
1.
ฟังเสียงต่างๆ แล้วบอก/ชี้ว่าเสียงที่ได้ยินมาจากทางไหน

2.
เล่นเกมทายเสียง (เสียงสัตว์ เสียงธรรมชาติ) ว่าเป็นเสียงอะไร หรือจับคู่เสียงกับรูปภาพ
3.
เคลื่อนไหวประกอบเพลง โดยเปิดในระดับเสียงที่เด็กรับได้ แล้วค่อยปรับความเข้มของเสียงขึ้นหรือลงจนอยู่ในระดับปกติ
4.
ผู้ปกครองเป่า/เคาะ/ตี เครื่องดนตรีให้เด็กเคลื่อนไหวตาม เช่น ผู้ปกครองเคาะ 2 จังหวะให้นั่งลง เคาะ 1 จังหวะ ให้ยืนขึ้น
5.
เคลื่อนไหวประกอบเพลง เช่น มีเสียงเพลง วิ่ง ไม่มีเสียงเพลง หยุด
6.
จังหวะเพลงเร็ว ให้เด็กเดิน จังหวะเพลงช้า ให้วิ่ง หรือทำตรงกันข้าม
7.
หาอุปกรณ์ในบ้านมาให้เด็กเคาะ เข่า ขยำ เช่น กระป๋อง ถุง กระดาษ หมอน แล้วเล่นเกมจับคู่เสียงของวัตถุที่ได้ยิน

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบการรับรู้กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ และการทรงท่า
1.
กิจกรรมหิ้ว ลาก ผลัก ดึง สิ่งของที่มีน้ำหนัก

2.
ทำงานบ้านต่างๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า บิดผ้า กรอกน้ำใส่ขวด

3.
ทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น โหนราว ไต่ราว

4.
กระโดดบนโซฟา
5.
การล้มกลิ้งไปข้างหน้า-ข้างหลัง (ตุ๊กตาล้มลุก)
6.
คลานแบบนอนเลื้อย คลานโดยใช้ข้อศอก คลานโดยใช้ฝ่ามือ
7.
เดินมือ วิดพื้น
8.
กิจกรรมที่มีการปรบมือในทิศทางต่างๆ หรือปรบมือตามแบบผู้ปกครอง เช่น ตบมือแบ แตะที่ตัก และตบมือไขว้แตะที่หน้าอก หรือตบมือไขว้กัน เป็นต้น
9.
ดันกำแพง
10.
ใช้มือตีลูกบอล
11.
เคลื่อนย้ายวัตถุ เช่น กองหนังสือ จัดห้องใหม่
12.
หิ้ว/สะพายกระเป๋านักเรียนของตนเอง


กิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
1.
จัดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแนวกลางลำตัว เช่น การเต้นประกอบเพลง ปีนป่ายบันไดเชือก รวมทั้ง
2.
ให้การส่งเสริมการเล่นกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ ตีแบด เล่นกอล์ฟ
3.
นอนกลิ้งบนเตียงนอน
4.
เกมที่มีการหมุน เช่น วิ่งเปรี้ยว
5.
เอาเก้าอี้มาวาง 2 ตัว ให้มีระยะห่างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ให้เด็กวิ่งโค้งเป็นเลข 8 หรือนำเก้าอี้มาวาง 5 ตัว ให้เด็กวิ่งซิกแซก
6.
ยืนบนพื้นกระโดดเหยียดหมอนข้าง
7.
กระโดด 2 ขา ซ้าย-ขวา หรือ กระโดด 2 ขา หน้า-หลัง ข้ามหมอนข้าง
8.
เดินต่อแถวจับเอวเดินเป็นวงกลมไปข้างหน้า ข้างหลัง และไปด้านข้าง
9.
กระโดดหนังยางหรือกระโดดเชือก

10.
ปั่นจักรยาน
11.
ผู้ปกครองโยนผ้าเช็ดหน้าขึ้นในอากาศให้เด็กวิ่งเคลื่อนไหวรับ
12.
การเคลื่อนไหวที่มีการทำเป็นด่าน/มีอุปสรรคขวางกั้นเวลาทำกิจกรรมการเคลื่อนไหว เช่น เอาหมอน ผ้าห่ม เก้าอี้ โต๊ะ มาทำเป็นฐานให้ด็กกระโดด คลาน กลิ้ง หมุดลอด หรือคลานขึ้น-ลงทางต่างระดับ เช่น คลานขึ้นเตียงนอน และคลานลงพื้น เป็นต้น

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริมระบบการรับกลิ่นและการรับรส
1.
จัดหากลิ่นธรรมชาติต่างๆมาให้เด็กได้มีประสบการณ์ผ่านการทำกิจกรรม เช่น แกะเปลือกส้ม ขยี้ใบไม้ ดึงกลีบดอกไม้ ผ่านการทำกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย โดยที่ผู้ปกครองเริ่มฝึกจากกลิ่นที่เด็กรับได้ แล้วค่อยปรับความเข้มของกลิ่นเพิ่มขึ้น

2.
ให้เด็กได้มีประสบการณ์ในการชิมอาหารรสชาดต่างๆ โดยเริ่มจากอาหารที่เด็กชอบทานแล้วปรับแทรกอาหารใหม่เข้ามาทีละนิด ตอนแรกแค่ให้น้องมอง จับ ชิม แล้วค่อยให้ กินทีละน้อย อย่าเพิ่งไปบังคับหรือให้ความเข้มมากๆเพราะจะทำให้เด็กยิ่งต่อต้าน

3.
ให้เด็กปิดตา ดม/ชิม ผลไม้แล้วบอกกลิ่น/รสชาด ของผลไม้

**** กิจกรรมที่ยกมาให้ทุกท่านดูเป็นเพียงแนวทาง เพื่อให้ได้ผลดีท่านควรปรึกษานักกิจกรรมบำบัดที่ท่านรู้จักร่วมด้วย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บุตรหลานของท่าน เพราะการนำทฤษฎีการผสมผสานการรับรู้ความรู้สึกไปใช้อาจไม่ได้ผลหากการกระตุ้นนั้นไม่ถึง Peak ที่เด็กควรได้รับ และในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ส่วนใหญ่เด็กจะมีความบกพร่องหลายระบบร่วมกัน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของเด็ก ผู้บำบัดต้องมีการประเมินและวิเคราะห์แบบองค์รวมและให้การบำบัดรักษาเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิยา ครูการศึกษาพิเศษ ครูพละศึกษา ญาติพี่น้อง คนในสังคม และคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการช่วยเหลือและส่งเสริมศักยภาพเด็ก****

                          รศ.นพ.ชาญวิทย์  พรนภดล  จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชสาสตร์ คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล

 



   ผู้โพส : ยงยศ 19 Jun 2010 16:58:56

เครือข่ายสถาบัน

Login สำหรับผู้ดูแลระบบ